สวัสดีครับทุกคน ไม่ต้องตกใจนะครับว่าหายไปใหน ช่วงนี้ไปหาหมอฟันบ่อยหน่อยนะครับ ไม่ใช่ว่ามีหวานใจเป็นหมอฟันนะครับ แต่เจ้าฟันตัวดีนี่แหละครับมีปัญหา อยู่ดีๆก็ปวดขึ้นมา ตอนแรกคิดว่าตัวเองฟันผุรึเปล่า แต่ก็ไม่น่าจะใช่ เพราะตัวผมเองก็แปรงฟันหลังอาหารทุกครั้ง แต่พอไปให้หมอตรวจเท่านั้นแหละครับ ถึงกับร้องจ๊าก หมอบอกว่าฟันผุ เราก็เถียงหมอคอเป็นเอ็นเลยว่า เป็นไปไม่ได้ เราแปรงฟันทุกครั้งหลังทานข้าว จะฟันผุได้ไง แต่หมอถามมาคำนึงว่า แล้วแปรงสะอาดมั้ย ถึงกับอึ้งว่า แปรงสะอาดเค้าแปรงยังไงกันละ นี่แหละครับ กลับมาถึงก็รีบไปหาข้อมูลมา เอามาแบ่งปันความรู้ให้กับคนอื่นๆ เผื่อเค้าจะได้ไม่ต้องไปหาหมอฟันหลายๆรอบอย่างผม ลองอ่านดูนะครับ
อันดับแรก จุดประสงค์ของการแปรงฟัน คือ ต้องการที่จะกำจัดคราบจุลินทรีย์ คราบเศษอาหารออกให้หมด ดังนั้น สิ่งสำคัญที่ควรคำนึงถึงเสมอในขณะที่แปรงฟัน ก็คือ ต้องแปรฟันให้สะอาดทั่วถึง ทุกซี่ ทุกด้านจริงๆ เพราะในการแปรงฟันนั้น จะมีบางจุดที่แปรงสีฟันเข้าถึงยาก หรือแปรงได้ไม่สะดวก บริเวณนั้นก็จะถูกละเลยหลงลืมไปได้
การจะแปรงฟันให้ครบทุกซี่ทุกด้าน สามารถทำได้โดยการแปรงฟันอย่างเป็นระบบ โดยแบ่งเป็น 3 ส่วน คือ
แปรงด้านนอกของซี่ฟันก่อน คือ ด้านของฟันที่อยู่ติดกับกระพุ้งแก้ม
แล้วจึงแปรงด้านในของซี่ฟัน คือ ด้านของฟันที่อยู่ติดกับลิ้น หรือเพดานปาก
ขั้นสุดท้าย จึงแปรงด้านบดเคี้ยวของซี่ฟัน
....ในการแปรงทั้ง 3 ส่วนนี้ ให้เริ่มแปรงฟันบนก่อน โดยเริ่มจากฟันซี่ที่อยู่ในสุด ทางด้านซ้ายหรือด้านขวาก็ได้ แล้วค่อยๆ ขยับแปรงไปเรื่อยๆ จนถึงฟันซี่ในสุดของอีกด้านหนึ่ง แล้วจึงย้ายมาแปรงฟันล่าง เสร็จแล้วจึงแปรงด้านในของซี่ฟัน และด้านบดเคี้ยวของฟัน โดยทำแบบเดียวกัน
เวลาที่ใช้ในการแปรงฟันทั้งหมดนี้ ไม่ควรต่ำกว่า 3 นาที เพื่อให้ส่วนผสมในยาสีฟันมีเวลาที่จะเข้าไปจับกับผิวฟัน เพื่อช่วยในกระบวนสร้างฟันให้แข็งแรง และขจัดคราบจุลินทรีย์
เวลาที่เหมาะสมสมในการแปรงฟัน คือ หลังอาหารทุกมื้อ และก่อนนอน โดยเฉพาะก่อนนอน ควรแปรงฟันให้สะอาดที่สุด
ผมขอแนะนำเลยว่า ควรปฎิบัติตามอย่างถูกต้องนะคะ ไม่งั้นอาจจะเสียเงินมากมายอย่างผมโดยใช่เหตุ
วันอังคารที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2552
วันศุกร์ที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2552
สมุนไพรบรรเทาอาการปวดฟัน
บางคนพึ่งยาสารพัดชนิด ทั้งกิน ทั้งทา แต่พอหมดฤทธิ์ยาแล้ว อาการปวดฟันก็กลับมาสำแดงเด
ชอีกครั้ง ลองมาสยบอาการปวด ด้วยฤทธิ์ยาทางธรรมชาติของสมุนไพรเหล่านี้ดีกว่าค่ะ
• ว่านหางจระเข้ มีสรรพคุณในการทำลายเชื้อโรค และสลายพิษ (Neutralization) ของเชื้อโรค โดยหั่นว่านหางจระเข้เป็นชิ้นๆ ความยาวประมาณ 2-3 เซนติเมตร เหน็บไว้ที่ซอกฟัน ใช้ฟันขบให้อยู่บริเวณที่ปวด หรือใช้ไม้พันสำลีจุ่มน้ำวุ้นว่านหางจระเข้ ป้ายตรงบริเวณที่ปวด จะช่วยบรรเทาอาการได้ชั่วคราว
• น้ำมันละหุ่ง ทาน้ำมันละหุ่งบริเวณแก้มข้างที่ปวดฟัน และใช้พลาสเตอร์ยาปิดไว้ แล้วใช้ผ้าขนหนูอุ่นๆ หรือแผ่นประคบบริเวณที่มีอาการปวด จากนั้นนอนพักอย่างน้อย 20 นาที น้ำมันละหุ่งมีสรรพคุณในการระงับปวดได้ดี โดยจะช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของเลือด ที่ไปคั่งอยู่กับเชื้อจุลินทรีย์ ในกรณีที่เกิดการติดเชื้อ หรือกับสารที่ทำให้เกิดอาการปวด เช่น ไซโตไคเนส (cytokines) ในกรณีที่ปวดรากฟัน
• น้ำมันกานพลู มีสรรพคุณในการรักษาอาการปวดฟันได้ดีที่สุดชนิดหนึ่ง บางครั้งหมอฟันจะใช้น้ำมันกานพลูแทนยาที่มีฤทธิ์แรงกว่า เช่น Novocain โดยทาน้ำมันกานพลูบริเวณที่ปวดในช่องปากได้โดยตรง (หากน้ำมันกานพลูเข้มข้นเกินไป อาจทำให้เจือจางด้วยการผสมน้ำมันมะกอก) นอกจากนี้ อาจใช้วิธีอมกานพลูทั้งชิ้นไว้ในปากบริเวณที่ปวดก็ได้ จะทำให้รู้สึกชาอย่างรวดเร็ว และอยู่นานกว่า 90 นาที หรือนำดอกกานพลูมาทุบแช่น้ำเหล้าขาว แล้วใช้สำลีอุดฟันซี่ที่ปวด
• น้ำมันกระเทียม ใช้สำลีชุบน้ำมันกระเทียมทาบริเวณที่ปวดฟัน จะช่วยบรรเทาอาการปวดได้เหมือนกัน
• ดาวเรือง ใช้ดอกแห้งประมาณ 7-8 ดอก ต้มกับน้ำสะอาดในประมาณที่พอเหมาะ ดื่มเป็นน้ำสมุนไพรทั้งวัน เพื่อแก้อาการปวดฟัน
• ผักบุ้งนา นำรากสดของผักบุ้งนาประมาณ 10 กรัม ตำให้ละเอียดแล้วคั้นเอาแต่น้ำ ผสมกับน้ำส้มสายชู อมไว้ประมาณ 5 นาที แล้วบ้วนออกด้วยน้ำสะอาด
• มะระ นำรากสดของมะระมาตำพอแหลก แล้วพอกฟันซี่ที่ปวด โดยใช้ลิ้นกดไว้สักครู่ใหญ่ๆ
• กุยช่าย ในกรณีที่ปวดฟันเพราะแมงกิน ฟัน ให้นำเมล็ดกุยช่ายมาคั่วให้เกรียมดำ จากนั้นนำมาบดให้ละเอียด ละลายน้ำมันยางแล้วชุบสำลี ยัดในฟันที่เป็นรูโพรง ทิ้งไว้ 1 คืน จะสามารถฆ่าตัวแมงที่กินฟันได้
Tip
• เมื่อใช้ยาสมุนไพรจนอาการปวดฟันบรรเทาแล้ว ควรไปพบทันตแพทย์
• ไม่ควรใช้ยาแอสไพรินบดอุดบริเวณฟันที่ปวด เพราะจะทำให้เกิดแผลไหม้ที่เหงือก และเป็นอันตรายต่อเคลือบฟันได้
• ถ้ามีอาการปวดบวมเมื่อเคี้ยวอาหาร หรือเหงือกแดงผิดปกติ มีเลือดออก แสดงว่าติดเชื้อ หรือถ้าปวดฟันและมีไข้ร่วมด้วย ควรรีบไปพบแพทย์โดยด่วน
ชอีกครั้ง ลองมาสยบอาการปวด ด้วยฤทธิ์ยาทางธรรมชาติของสมุนไพรเหล่านี้ดีกว่าค่ะ
• ว่านหางจระเข้ มีสรรพคุณในการทำลายเชื้อโรค และสลายพิษ (Neutralization) ของเชื้อโรค โดยหั่นว่านหางจระเข้เป็นชิ้นๆ ความยาวประมาณ 2-3 เซนติเมตร เหน็บไว้ที่ซอกฟัน ใช้ฟันขบให้อยู่บริเวณที่ปวด หรือใช้ไม้พันสำลีจุ่มน้ำวุ้นว่านหางจระเข้ ป้ายตรงบริเวณที่ปวด จะช่วยบรรเทาอาการได้ชั่วคราว
• น้ำมันละหุ่ง ทาน้ำมันละหุ่งบริเวณแก้มข้างที่ปวดฟัน และใช้พลาสเตอร์ยาปิดไว้ แล้วใช้ผ้าขนหนูอุ่นๆ หรือแผ่นประคบบริเวณที่มีอาการปวด จากนั้นนอนพักอย่างน้อย 20 นาที น้ำมันละหุ่งมีสรรพคุณในการระงับปวดได้ดี โดยจะช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของเลือด ที่ไปคั่งอยู่กับเชื้อจุลินทรีย์ ในกรณีที่เกิดการติดเชื้อ หรือกับสารที่ทำให้เกิดอาการปวด เช่น ไซโตไคเนส (cytokines) ในกรณีที่ปวดรากฟัน
• น้ำมันกานพลู มีสรรพคุณในการรักษาอาการปวดฟันได้ดีที่สุดชนิดหนึ่ง บางครั้งหมอฟันจะใช้น้ำมันกานพลูแทนยาที่มีฤทธิ์แรงกว่า เช่น Novocain โดยทาน้ำมันกานพลูบริเวณที่ปวดในช่องปากได้โดยตรง (หากน้ำมันกานพลูเข้มข้นเกินไป อาจทำให้เจือจางด้วยการผสมน้ำมันมะกอก) นอกจากนี้ อาจใช้วิธีอมกานพลูทั้งชิ้นไว้ในปากบริเวณที่ปวดก็ได้ จะทำให้รู้สึกชาอย่างรวดเร็ว และอยู่นานกว่า 90 นาที หรือนำดอกกานพลูมาทุบแช่น้ำเหล้าขาว แล้วใช้สำลีอุดฟันซี่ที่ปวด
• น้ำมันกระเทียม ใช้สำลีชุบน้ำมันกระเทียมทาบริเวณที่ปวดฟัน จะช่วยบรรเทาอาการปวดได้เหมือนกัน
• ดาวเรือง ใช้ดอกแห้งประมาณ 7-8 ดอก ต้มกับน้ำสะอาดในประมาณที่พอเหมาะ ดื่มเป็นน้ำสมุนไพรทั้งวัน เพื่อแก้อาการปวดฟัน
• ผักบุ้งนา นำรากสดของผักบุ้งนาประมาณ 10 กรัม ตำให้ละเอียดแล้วคั้นเอาแต่น้ำ ผสมกับน้ำส้มสายชู อมไว้ประมาณ 5 นาที แล้วบ้วนออกด้วยน้ำสะอาด
• มะระ นำรากสดของมะระมาตำพอแหลก แล้วพอกฟันซี่ที่ปวด โดยใช้ลิ้นกดไว้สักครู่ใหญ่ๆ
• กุยช่าย ในกรณีที่ปวดฟันเพราะแมงกิน ฟัน ให้นำเมล็ดกุยช่ายมาคั่วให้เกรียมดำ จากนั้นนำมาบดให้ละเอียด ละลายน้ำมันยางแล้วชุบสำลี ยัดในฟันที่เป็นรูโพรง ทิ้งไว้ 1 คืน จะสามารถฆ่าตัวแมงที่กินฟันได้
Tip
• เมื่อใช้ยาสมุนไพรจนอาการปวดฟันบรรเทาแล้ว ควรไปพบทันตแพทย์
• ไม่ควรใช้ยาแอสไพรินบดอุดบริเวณฟันที่ปวด เพราะจะทำให้เกิดแผลไหม้ที่เหงือก และเป็นอันตรายต่อเคลือบฟันได้
• ถ้ามีอาการปวดบวมเมื่อเคี้ยวอาหาร หรือเหงือกแดงผิดปกติ มีเลือดออก แสดงว่าติดเชื้อ หรือถ้าปวดฟันและมีไข้ร่วมด้วย ควรรีบไปพบแพทย์โดยด่วน
วันพฤหัสบดีที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2552
สบู่เหลวที่ใช้ปลอดภัยจริงหรือ
มารายงานตัวแล้วครับ เป็นไงกันบ้าง ฝนตกทุกเย็นเลย ใครเบื่ออย่างกับผมบ้าง แต่ก็ทำไรไม่ได้ครับ ธรรมชาติกำหนดมา แต่วันนี้ผมมีสิ่งหนึ่งที่จะมาเสนอ ซึ่งเรากำหนดได้เอง มีใครรู้บ้างมั้ยครับว่าสบู่เหลวที่เราใช้ทุกวันนี้ ปลอดภัยแล้ว ถ้าใครยังไม่รู้ ก็ลองอ่านดูนะครับ
เดี๋ยว นี้สบู่เหลวได้รับความนิยมยิ่งขึ้น ด้วยเหตุผลของความสะดวกสบายเป็นสำคัญ แต่คุณรู้ไหมว่า สบู่เหลวที่เราใช้กันอยู่นั้นไม่ใช่สบู่ แต่เป็นสารเคมีล้วนๆ!
สบู่เหลวที่ดีจริงๆจะต้องมีส่วนผสมของเนื้อสบู่อย่างน้อย 25 เปอร์เซ็นต์ แล้วที่เหลือเป็นน้ำ แต่ความเป็นจริงแล้วไม่มีสบู่เหลวแบบนี้วางขายอยู่เลย เพราะผลิตภัณฑ์เกือบทุกชนิดที่วางขายอยู่นั้น เป็นแค่ใช้สารซักฟอกหรือดีเทอเจนผสมกับสารเคมีสังเคราะห์อื่นๆแล้วทำให้อยู่ ในรูปของเหลว
ซึ่งสารซักฟอกหรือดีเทอเจน ก็คือสารเคมีหลักที่ใช้ในการผลิตแชมพู น้ำยาล้างจาน น้ำยาทำความสะอาดพื้น หรือแม้แต่น้ำยาทำความสะอาดห้องน้ำนั่นเอง จะผิดกันก็แต่ว่าความเข้มข้นของสารซักฟอกที่ใช้ทำสบู่เหลวมีความเจือจางกว่า เท่านั้น
ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากการใช้สบู่เหลวคงไม่เกิดขึ้นในฉับพลันทันที แต่จะสะสมเป็นปัญหาในระยะยาวได้ เพราะสารเคมีเหล่านี้จะแทรกซึมลงไปในผิวหนัง อวัยวะภายใน และกระแสเลือดได้ทุกครั้งที่เราอาบน้ำ SLS หรือ โซเดียมลอริลซัลเฟต เป็นตัวอย่างหนึ่งของสารเคมีหลักที่มักใช้ในสบู่ (คุณลองไปพลิกพวกผลิตภัณฑ์ซักล้างทุกอย่างดูจะเห็นส่วนผสมนี้จริงๆ บางทีใช้ชื่อว่าลอริล) และเป็นสารเคมีอันตราย หลายประเทศในยุโรปและอเมริกามีกฏหมายห้ามใช้แล้ว และบางประเทศก็จำกัดให้มีการใช้น้อยลง
แต่ในบ้านเรากลับใช้กันอย่างแพร่หลาย ทั้งๆที่SLS เป็นสารเคมีที่ดูดซึมผ่านผิวหนังได้ง่ายและรวดเร็ว สามารถสะสมอยู่ในดวงตา สมอง หัวใจ ตับ และก่อปัญหาในระยะยาว หากยิ่งมีการใช้ร่วมกับสารประกอบตระกูลอามีน ก็จะกลายเป็นสารก่อมะเร็งในที่สุด
เพราะฉะนั้น เราอาจต้องถามตัวเองดูใหม่ ว่ามีความจำเป็นแค่ไหนที่จะต้องใช้สบู่เหลว (ซึ่งจริงๆแล้วคือสารเคมีล้วนๆ) แต่ถ้ายังคงต้องการที่จะใช้ การใช้สบู่เหลวสำหรับเด็กก็จะดีกว่า (ไม่ได้หมายความว่าปลอดภัย เพียงแต่มีสารเคมีเจือจางกว่าเท่านั้น)
แต่ถ้าจะให้ดี การกลับไปใช้สบู่ก้อนจะเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด
อันนี้ก็เป็นสบู่ก้อนที่ผมเคยใช้และใช้อยู่นะครับ อยากลองเอาไปใช้บ้างก็ได้นะครับ
DHC Mild soap เป็น สบู่ที่อ่อนโยนมากเลย ล้างแล้วหน้าไม่แห้งตึง แต่สะอาด ถ้าใช้คู่กับ DHC deep cleansing oil จะดีมากเลยครับ ล้าง oil ออกได้หมดจดดีใช้แล้วรู้สึกดี อยากซื้อมาใช้ต่อแต่ข้อเสียอย่างเดียวคือแพง..
ผลการใช้ : ให้ความรู้สึกสดชื่น ไม่ระคายเคือง ล้างออกง่าย
Ettusais Acne Gentle Wash ใช้ดีมาก เลยครับ ช่วยให้สิวเล็กๆยุบหมดเลย แล้วยังไม่ให้เพิ่มขึ้นมาด้วยครับ แล้วเวลาล้างไม่แห้งเกินไปด้วย เวลาถูฟองจะนุ่มมากเลย ค่อนข้างถูกใจมากกว่าของKose(สำหรับเรานะ^^) แต่ถ้าเป็นสิวอักเสบทางสบู่ดำของ Koseจะได้ผลมากกว่าครับ
ผลการใช้ :ให้ความรู้สึกสดชื่น ให้ความชุ่มชื้น รักษาสิว กระชับรูขุมขน ฟองเยอะ ไม่ระคายเคือง ล้างออกง่าย
CLINIQUE Anti-Blemish Solutions Anti-Bacterial Facial Soap
อันนี้ใช้แล้วดีนะ ไม่รู้ว่าที่หน้าดีขึ้นเพราะอันไหนอะครับ เพราะใช้ร่วมกับผลิตภัณฑ์ในชุดเค้าอีก 2 ตัว
ล้างสะอาดหมดจด ไม่แห้งตึง ฟองนุ่มมากกกกกกกก โอบอุ้มหน้าสุดสุด ดีใจที่ใช้แล้วไม่แพ้ หุหุ
หมอเคยบอกเหมือนกันว่าติผิวแพ้ยาก แต่ตัวเองกลับคิดว่าผิวเราออกจะแพ้ง่าย 55
ผลการใช้ : ให้ความรู้สึกสดชื่น ให้ความชุ่มชื้น รักษาสิว กระชับรูขุมขน ผิวขาวใส ฟองเยอะ ไม่ระคายเคือง ล้างออกง่าย
ลองไปใช้กันดูครับ
|
|
วันศุกร์ที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2552
ว่าด้วยเรื่องของ.....แชมพู !
การเลือกซื้อแชมพูสระผมมองดูว่าเป็นเรื่องง่ายๆ แต่ที่จริงก็เป็นเรื่องยุ่งยากพอสมควรนะคะ การเลือกใช้แชมพูนั้นนอกจากจะใช้แชมพูเพื่อชำระล้างฝุ่นละออง สิ่งสกปรก ไขมันที่ติดอยู่บนเส้นผมและหนังศีรษะแล้ว แชมพูที่ดีก็ต้องไม่ทำลายไขมันตามธรรมชาติของเส้นผม ไม่ทำให้ผมแห้งกรอบ ไม่ทำให้หนังศีรษะแห้งตามไปด้วย และหลังการใช้แชมพูแล้ว เส้นผมต้องอ่อนนุ่ม ลื่นมีประกาวแวววาวสปริงตัวได้ดี และไม่ทำให้เกิดอาการแพ้ตามมาด้วย
แชมพูมีส่วนประกอบหลักอยู่ 3 ส่วนคือ
1. สารลดแรงตึงผิวหลัก คือ สารที่ช่วยชำระล้างทำความสะอาดเส้นผมและหนังศีรษะ
2. สารช่วยลดแรงตึงผิว เป็นสารที่ช่วยเสริมคุณสมบัติของสารลดแรงตึงผิวหลักบางอย่าง เช่น ช่วยเพิ่มฟอง เพิ่มประสิทธิภาพการชำระล้างหรือช่วยปรับสภาพเส้นผม มิให้แห้งหยาบ
3. สารเสริมผลิตภัณฑ์แชมพู ซึ่งได้แก่ สารปรับสภาพเส้นผมสารเพิ่มฟอง สารช่วยให้ทึบแสงสารแต่งสี แต่งกลิ่น สารกันเสีย สารขจัดรังแคและโรคผิวหนัง
เวลาที่เลือกซื้อแชมพูก็ต้องดูที่สภาพเส้นผมถ้าผมของเรามีน้ำมันธรรมชาติมากก็ต้องใช้แชมพูที่ชำระล้างได้มาก แต่มีตัวยาปรับสภาพเส้นผมน้อยลง แต่ถ้าผมแห้งมาก ๆ ควรใช้แชมพูที่มีส่วนผสมเป็นครีมหรือโลชั่น เพราะจะช่วยบำรุงรักษาเส้นผมและไม่ชะล้างไขมันมากเกินไป แต่มีตัวยาปรับสภาพผมมากขึ้น ส่วนคนที่มีผมยาวก็แน่นอนค่ะต้องใช้แชมพูที่มีสารบำรุงมากกว่าคนผมสั้น เพื่อช่วยไม่ให้ผมแตกปลาย คนที่ดัดผมหรือย้อมผมก็ควรเลือกแชมพูที่มีฤทธิ์เป็นกรด เพราะจะช่วยชำระล้างความเป็นด่างของเส้นผม และสำหรับคนที่มีรังแค เวลาซื้อแชมพูต้องเลือกแชมพูที่มีส่วนผสมของสารชนิดที่สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยารับรองแล้วว่าปลอดภัย โดยสังเกตที่ฉลากจะมีส่วนประกอบชื่อผู้ผลิต และถ้าสารขจัดรังแคนั้นเป็นสารควบคุมพิเศษที่จะต้องมีเลขทะเบียนตำรับเครื่องสำอางในกรอบเครื่องหมาย อย.ด้วย

ในท้องตลาดบ้านเรามีแชมพูอยู่มากมายหลายชนิดให้เลือกซื้อเลือกใช้ตามวัตถุประสงค์การใช้งาน อย่างเช่น
- แชมพูแห้ง แชมพูชนิดนี้มักอยู่ในรูปสเปรย์หรือแป้งฝุ่น มีสารทำหน้าที่ดูดซับสิ่งสกปรกและไขมันจากเส้นผมและหนังศีรษะ มักจะใช้กับผู้ป่วยที่สระผมเองไม่ได้
- แชมพูสำหรับเด็ก เป็นแชมพูที่อ่อนกว่าแชมพูทั่วไปและไม่ทำให้ระคายเคืองตามีประสิทธิภาพในการทำความสะอาดน้อย จึงสระได้บ่อย ๆ เหมาะสำหรับเด็กและผู้ใหญ่ที่แพ้แชมพู
- แชมพูขจัดรังแค แชมพูชนิดนี้มีการเติมสารขจัดรังแคลงไปด้วย เวลาใช้ต้องระวังไม่ให้เข้าตาเป็นอันขาด สารขจัดรังแคจำพวกซิงค์โพริไทโอน าซอร์ซินอล, อะลูมิเนียม ไพริไทโอน และแมกนีเซียมซัลเฟต ผนวกกับได้ไพริไทโอนเหล่านี้เป็นสารควบคุมต้องขึ้นทะเบียนเครื่องสำอาง
- แชมพูโปรตีน แชมพูโปรตีนช่วยป้องกันเส้นผมหักและแตกปลาย
- แชมพูผสมครีมนวดผม แชมพูชนิดนี้ เป็นแชมพูที่ผสมสารปรับสภาพเส้นผมลงไปในแชมพูด้วย
- แชมพูสี แชมพูสี เป็นแชมพูชนิดพิเศษใช้เพื่อย้อมเส้นผมให้มีสีตามต้องการ แต่อย่างไรก็ตามก่อนใช้ควรทดลองให้แน่ใจว่าแพ้สารที่เติมแต่งลงในแชมพูนั้นๆ หรือไม่
แชมพูมีส่วนประกอบหลักอยู่ 3 ส่วนคือ
1. สารลดแรงตึงผิวหลัก คือ สารที่ช่วยชำระล้างทำความสะอาดเส้นผมและหนังศีรษะ
2. สารช่วยลดแรงตึงผิว เป็นสารที่ช่วยเสริมคุณสมบัติของสารลดแรงตึงผิวหลักบางอย่าง เช่น ช่วยเพิ่มฟอง เพิ่มประสิทธิภาพการชำระล้างหรือช่วยปรับสภาพเส้นผม มิให้แห้งหยาบ
3. สารเสริมผลิตภัณฑ์แชมพู ซึ่งได้แก่ สารปรับสภาพเส้นผมสารเพิ่มฟอง สารช่วยให้ทึบแสงสารแต่งสี แต่งกลิ่น สารกันเสีย สารขจัดรังแคและโรคผิวหนัง
เวลาที่เลือกซื้อแชมพูก็ต้องดูที่สภาพเส้นผมถ้าผมของเรามีน้ำมันธรรมชาติมากก็ต้องใช้แชมพูที่ชำระล้างได้มาก แต่มีตัวยาปรับสภาพเส้นผมน้อยลง แต่ถ้าผมแห้งมาก ๆ ควรใช้แชมพูที่มีส่วนผสมเป็นครีมหรือโลชั่น เพราะจะช่วยบำรุงรักษาเส้นผมและไม่ชะล้างไขมันมากเกินไป แต่มีตัวยาปรับสภาพผมมากขึ้น ส่วนคนที่มีผมยาวก็แน่นอนค่ะต้องใช้แชมพูที่มีสารบำรุงมากกว่าคนผมสั้น เพื่อช่วยไม่ให้ผมแตกปลาย คนที่ดัดผมหรือย้อมผมก็ควรเลือกแชมพูที่มีฤทธิ์เป็นกรด เพราะจะช่วยชำระล้างความเป็นด่างของเส้นผม และสำหรับคนที่มีรังแค เวลาซื้อแชมพูต้องเลือกแชมพูที่มีส่วนผสมของสารชนิดที่สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยารับรองแล้วว่าปลอดภัย โดยสังเกตที่ฉลากจะมีส่วนประกอบชื่อผู้ผลิต และถ้าสารขจัดรังแคนั้นเป็นสารควบคุมพิเศษที่จะต้องมีเลขทะเบียนตำรับเครื่องสำอางในกรอบเครื่องหมาย อย.ด้วย

ในท้องตลาดบ้านเรามีแชมพูอยู่มากมายหลายชนิดให้เลือกซื้อเลือกใช้ตามวัตถุประสงค์การใช้งาน อย่างเช่น
- แชมพูแห้ง แชมพูชนิดนี้มักอยู่ในรูปสเปรย์หรือแป้งฝุ่น มีสารทำหน้าที่ดูดซับสิ่งสกปรกและไขมันจากเส้นผมและหนังศีรษะ มักจะใช้กับผู้ป่วยที่สระผมเองไม่ได้
- แชมพูสำหรับเด็ก เป็นแชมพูที่อ่อนกว่าแชมพูทั่วไปและไม่ทำให้ระคายเคืองตามีประสิทธิภาพในการทำความสะอาดน้อย จึงสระได้บ่อย ๆ เหมาะสำหรับเด็กและผู้ใหญ่ที่แพ้แชมพู
- แชมพูขจัดรังแค แชมพูชนิดนี้มีการเติมสารขจัดรังแคลงไปด้วย เวลาใช้ต้องระวังไม่ให้เข้าตาเป็นอันขาด สารขจัดรังแคจำพวกซิงค์โพริไทโอน าซอร์ซินอล, อะลูมิเนียม ไพริไทโอน และแมกนีเซียมซัลเฟต ผนวกกับได้ไพริไทโอนเหล่านี้เป็นสารควบคุมต้องขึ้นทะเบียนเครื่องสำอาง
- แชมพูโปรตีน แชมพูโปรตีนช่วยป้องกันเส้นผมหักและแตกปลาย
- แชมพูผสมครีมนวดผม แชมพูชนิดนี้ เป็นแชมพูที่ผสมสารปรับสภาพเส้นผมลงไปในแชมพูด้วย
- แชมพูสี แชมพูสี เป็นแชมพูชนิดพิเศษใช้เพื่อย้อมเส้นผมให้มีสีตามต้องการ แต่อย่างไรก็ตามก่อนใช้ควรทดลองให้แน่ใจว่าแพ้สารที่เติมแต่งลงในแชมพูนั้นๆ หรือไม่
วันจันทร์ที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2552
ปวดฟันกับปวดใจอย่างใหนเจ็บกว่ากัน
ปวดฟันกับปวดใจอย่างใหนเจ็บกว่ากัน มันเป็นคำถามที่ตอบอยากเหมือนกันนะครับ สำหรับผมแล้วผมว่าปวดฟันยังไงก็ยังมีวันหาย แต่ปวดใจนี่สิครับ เมื่อใหร่มันจะหายสักกะที ซึ่งทางรักษาก็มีเยอะแยะมากมายในการที่จะรักษาใจให้หายเจ็บ แต่มันก็ต้องแ้ล้วแต่คนอีกแหละครับ ว่าจะเลือกใช้วิธีใหนดี แต่สำหรับคนที่ปวดฟัน ผมมีวิธีรักษาครับ และก็รักษาหายขาด ไม่กลับมาให้เจ็บปวดอีก
แต่ก่อนอื่น ต้องมาดูกันก่อนว่า อาการปวดฟันเกิดขึ้นได้อย่างไร
อาการปวดฟัน (Toothaches) ส่วนใหญ่มีผลมาจากฟันผุ ซึ่งในระยะเริ่มแรกจะมีลักษณะเสียวฟัน ก่อนที่อาการปวดจะลามไปที่บริเวณใต้คางและศีรษะต่อไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อกินของเย็น ของร้อน หรือของหวาน เพราะจะเป็นการกระตุ้นให้แบคทีเรียที่อาศัยอยู่ในช่องปาก ปล่อยกรดออกมาทำลายเคลือบฟัน และชอนไชเข้าไปจนถึงเนื้อเยื่อส่วนที่นิ่มภายใน ซึ่งมีเส้นเลือดฝอยจำนวนมาก บวกกับในโพรงประสาทฟันมีเนื้อที่จำกัด จึงทำให้เกิดการอักเสบและบวม
เมื่อเกิดอาการบวม จะทำให้เส้นประสาทถูกกด รวมทั้งเกิดการปิดกั้นช่องทางเปิดปลายรากฟัน ทำให้เลือดไหลเวียนไม่สะดวก จึงไม่สามารถนำออกซิเจนมาเลี้ยงฟันได้ จนทำให้เกิดอาการปวดฟันที่รุนแรง และในที่สุดเนื้อฟันก็จะตาย เมื่อถึงตอนนั้นอาการปวดก็จะหายไป อย่างไรก็ตาม ถ้าเป็นหนองบริเวณปลายรากฟันอาการปวดอาจกลับมาอีก แต่ลักษณะการปวดจะเป็นแบบตื้อๆ และสามารถระบุตำแหน่งได้ชัดเจนขึ้น
นอกจากนี้ อาการปวดฟันอาจเกิดจากวัสดุอุดฟันหลุดไป ฟันร้าวหรือแตกจนถึงชั้นเนื้อฟันและโพรงประสาทฟัน การนอนกัดฟัน (bruxism) ปวดเนื่องจากมีฟันคุด และเหงือกอักเสบ (gingivitis) ซึ่งจะทำให้เหงือกร่น และรากฟันบางส่วนโผล่ขึ้นมา ส่งผลให้เกิดอาการเสียวฟันและปวดฟันได้ แต่บางคนที่มีสุขภาพฟันดี ก็อาจมีความไวมากเป็นพิเศษ ต่อของร้อนหรือของเย็นได้
วิธีลดอาการปวดฟัน
ถ้าคุณอยากหายทรมานจากอาการปวดฟันแล้วล่ะก็ ลองปฏิบัติตามคำแนะนำง่ายๆ ต่อไปนี้ดูสิคะ
1. เมื่อมีอาการปวดฟัน ให้ประคบด้านข้างของใบหน้าซีกที่ปวดฟันด้วยน้ำอุ่น
2. ในกรณีที่อาการปวดฟันมีลักษณะปวดตุบๆ ที่อาจเกิดจากการติดเชื้อ ให้ประคบที่ด้านข้างของใบหน้าด้วยน้ำแข็งประมาณ 5-10 นาที ทุกๆ ครึ่งชั่วโมง ความเย็นจะช่วยลดทั้งอาการปวดและบวม
3. ถ้ามีอาการเสียวฟันง่าย ให้ใช้โซดาไฟ หรือแปรงฟันด้วยยาสีฟันสูตรสำหรับแก้เสียวฟัน
4. เมื่อต้องอยู่ในที่ที่อากาศเย็น หรือในช่วงฤดูหนาว สามารถป้องกันอาการเสียวฟัน หรืออาการปวดฟันจากอากาศเย็นได้ โดยปิดปากด้วยผ้าพันคอ
5. เลี่ยงอาหารที่ร้อนจัด เย็นจัด และหวานจัด โดยเฉพาะชา กาแฟ และไอศกรีม เพราะจะยิ่งกระตุ้นให้มีอาการ งดอาหารที่แข็งจนต้องใช้วิธีกัดกิน เช่น แครอท แอปเปิ้ล ฝรั่ง ที่ยังไม่สุก เพราะการขบกัดฟันแรงๆ กับวัตถุแข็งๆ จะกระตุ้นให้เกิดอาการปวดฟัน และในกรณีที่อุดฟัน ควรหลีกเลี่ยงการเคี้ยวหมากฝรั่ง เพราะจะทำให้สารที่อุดฟันไว้ หลุดออกมาง่ายขึ้น
นวดกดจุด ลดอาการปวด
หลายคนคงคุ้นเคยกับการนวดกดจุดตามร่างกาย ทั้งฝ่าเท้า ฝ่ามือ และศีรษะดีแล้วใช่ไหมคะ คราวนี้เราลองมานวดกดจุด เพื่อบรรเทาอาการปวดฟันกันดีกว่า
1. นวดคลึงเบาๆ ที่แก้มบริเวณเหนือฟันที่ปวด จะช่วยบรรเทาอาการปวดได้ชั่วคราว
2. ใช้น้ำแข็งก้อนเล็กๆ กดและถูบริเวณง่ามมือ ระหว่างนิ้วหัวแม่มือกับนิ้วชี้ หรือใช้มืออีกข้างนวดบริเวณเดียวกันนี้ จะช่วยลดอาการปวดฟันได้ชั่วคราว
3. สำหรับคนที่ปวดบริเวณกรามล่าง ให้ใช้นิ้วหัวแม่มือนวดบริเวณกระดูกขากรรไกรที่รองรับฟันล่าง ส่วนคนที่ปวดบริเวณกรามบน ให้วางนิ้วหัวแม่มือตรงบริเวณส่วนกลางของหู แล้วลากนิ้วไปทางด้านหน้า จนกระทั่งถึงรอยบุ๋มใต้กระดูกประมาณ 1 นิ้วบริเวณหน้าใบหู จากนั้นกดแรงๆ ประมาณ 10 นาที
เป็นไงบ้างครับ มันไม่ได้ยากเลยที่จะะรักษาอาการปวดฟัน แต่อาการปวดใจ ก็ยังต้องรักษากันต่อไปนะครับ
แต่ก่อนอื่น ต้องมาดูกันก่อนว่า อาการปวดฟันเกิดขึ้นได้อย่างไร
อาการปวดฟัน (Toothaches) ส่วนใหญ่มีผลมาจากฟันผุ ซึ่งในระยะเริ่มแรกจะมีลักษณะเสียวฟัน ก่อนที่อาการปวดจะลามไปที่บริเวณใต้คางและศีรษะต่อไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อกินของเย็น ของร้อน หรือของหวาน เพราะจะเป็นการกระตุ้นให้แบคทีเรียที่อาศัยอยู่ในช่องปาก ปล่อยกรดออกมาทำลายเคลือบฟัน และชอนไชเข้าไปจนถึงเนื้อเยื่อส่วนที่นิ่มภายใน ซึ่งมีเส้นเลือดฝอยจำนวนมาก บวกกับในโพรงประสาทฟันมีเนื้อที่จำกัด จึงทำให้เกิดการอักเสบและบวม
เมื่อเกิดอาการบวม จะทำให้เส้นประสาทถูกกด รวมทั้งเกิดการปิดกั้นช่องทางเปิดปลายรากฟัน ทำให้เลือดไหลเวียนไม่สะดวก จึงไม่สามารถนำออกซิเจนมาเลี้ยงฟันได้ จนทำให้เกิดอาการปวดฟันที่รุนแรง และในที่สุดเนื้อฟันก็จะตาย เมื่อถึงตอนนั้นอาการปวดก็จะหายไป อย่างไรก็ตาม ถ้าเป็นหนองบริเวณปลายรากฟันอาการปวดอาจกลับมาอีก แต่ลักษณะการปวดจะเป็นแบบตื้อๆ และสามารถระบุตำแหน่งได้ชัดเจนขึ้น
นอกจากนี้ อาการปวดฟันอาจเกิดจากวัสดุอุดฟันหลุดไป ฟันร้าวหรือแตกจนถึงชั้นเนื้อฟันและโพรงประสาทฟัน การนอนกัดฟัน (bruxism) ปวดเนื่องจากมีฟันคุด และเหงือกอักเสบ (gingivitis) ซึ่งจะทำให้เหงือกร่น และรากฟันบางส่วนโผล่ขึ้นมา ส่งผลให้เกิดอาการเสียวฟันและปวดฟันได้ แต่บางคนที่มีสุขภาพฟันดี ก็อาจมีความไวมากเป็นพิเศษ ต่อของร้อนหรือของเย็นได้
วิธีลดอาการปวดฟัน
ถ้าคุณอยากหายทรมานจากอาการปวดฟันแล้วล่ะก็ ลองปฏิบัติตามคำแนะนำง่ายๆ ต่อไปนี้ดูสิคะ
1. เมื่อมีอาการปวดฟัน ให้ประคบด้านข้างของใบหน้าซีกที่ปวดฟันด้วยน้ำอุ่น
2. ในกรณีที่อาการปวดฟันมีลักษณะปวดตุบๆ ที่อาจเกิดจากการติดเชื้อ ให้ประคบที่ด้านข้างของใบหน้าด้วยน้ำแข็งประมาณ 5-10 นาที ทุกๆ ครึ่งชั่วโมง ความเย็นจะช่วยลดทั้งอาการปวดและบวม
3. ถ้ามีอาการเสียวฟันง่าย ให้ใช้โซดาไฟ หรือแปรงฟันด้วยยาสีฟันสูตรสำหรับแก้เสียวฟัน
4. เมื่อต้องอยู่ในที่ที่อากาศเย็น หรือในช่วงฤดูหนาว สามารถป้องกันอาการเสียวฟัน หรืออาการปวดฟันจากอากาศเย็นได้ โดยปิดปากด้วยผ้าพันคอ
5. เลี่ยงอาหารที่ร้อนจัด เย็นจัด และหวานจัด โดยเฉพาะชา กาแฟ และไอศกรีม เพราะจะยิ่งกระตุ้นให้มีอาการ งดอาหารที่แข็งจนต้องใช้วิธีกัดกิน เช่น แครอท แอปเปิ้ล ฝรั่ง ที่ยังไม่สุก เพราะการขบกัดฟันแรงๆ กับวัตถุแข็งๆ จะกระตุ้นให้เกิดอาการปวดฟัน และในกรณีที่อุดฟัน ควรหลีกเลี่ยงการเคี้ยวหมากฝรั่ง เพราะจะทำให้สารที่อุดฟันไว้ หลุดออกมาง่ายขึ้น
นวดกดจุด ลดอาการปวด
หลายคนคงคุ้นเคยกับการนวดกดจุดตามร่างกาย ทั้งฝ่าเท้า ฝ่ามือ และศีรษะดีแล้วใช่ไหมคะ คราวนี้เราลองมานวดกดจุด เพื่อบรรเทาอาการปวดฟันกันดีกว่า
1. นวดคลึงเบาๆ ที่แก้มบริเวณเหนือฟันที่ปวด จะช่วยบรรเทาอาการปวดได้ชั่วคราว
2. ใช้น้ำแข็งก้อนเล็กๆ กดและถูบริเวณง่ามมือ ระหว่างนิ้วหัวแม่มือกับนิ้วชี้ หรือใช้มืออีกข้างนวดบริเวณเดียวกันนี้ จะช่วยลดอาการปวดฟันได้ชั่วคราว
3. สำหรับคนที่ปวดบริเวณกรามล่าง ให้ใช้นิ้วหัวแม่มือนวดบริเวณกระดูกขากรรไกรที่รองรับฟันล่าง ส่วนคนที่ปวดบริเวณกรามบน ให้วางนิ้วหัวแม่มือตรงบริเวณส่วนกลางของหู แล้วลากนิ้วไปทางด้านหน้า จนกระทั่งถึงรอยบุ๋มใต้กระดูกประมาณ 1 นิ้วบริเวณหน้าใบหู จากนั้นกดแรงๆ ประมาณ 10 นาที
เป็นไงบ้างครับ มันไม่ได้ยากเลยที่จะะรักษาอาการปวดฟัน แต่อาการปวดใจ ก็ยังต้องรักษากันต่อไปนะครับ
วันพุธที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2552
สวัสดีครับ ช่วงนี้ฝนตก ก็ต้องระวังสุขภาพกันบ้างนะครับ …เฮ้อ ฝนตกทีไรก็ต้องจับเจ่าอยู่กับที่จะไปไหนก็ลำบาก ว่าแล้วก็เลยขอไปท่องเที่ยวโลกอินเตอร์เน็ตดีกว่า
ไปเจอ คอลัมนึงครับ มันเป็นอะไรที่น่าทึ่งมาก ไม่คิดว่าพวกสาวๆจะมีของเยอะแยะมากมายขนาดนี้
เลยเอามาฝากไว้ให้กับสาวๆ นะครับ

What’s women want !!
สวัสดีค่ะ มาสืบกันดีกว่า ว่า ผู้หญิงยุคนี้ เค้าพกอะไรติดตัวกันบ้าง
10 Things you can live with out
1.นาฬิกา: ยุคนี้ สมัยนี้ จะทำอะไรก็ดูเร่งรีบไปหมด ถ้าไม่มีนาฬิกา มาช่วยชี้วัดเวลา เห็นที คงจะต้องไปสายแน่ๆ ใช่ไหมคะ
2.กระเป๋าสะพาย: ตอนนี้ กระเป๋าใบใหญ่กำลังมาแรงนะคะ เพราะผู้หญิงสมัยนี้ ชอบความสะดวกค่ะ ส่วนมากจะรู้สึกหงุดหงิด เมื่อหาอะไรไม่เจอ หรือลืมสิ่งของบางอย่าง ว่าแล้วก็ยัดทุกอย่างใส่ไว้ในกระเป๋าใบโตไปแล้ว แต่ต้องระวังนะคะ เพราะถ้าเราสะพายกระเป๋าใบใหญ่ๆมากเกินไป จะทำให้เกิดปัญหากับกระดูกบริเวณช่วงไหล่และหลังของเราได้เมื่ออายุมากขึ้นค่ะ
3.แว่นกันแดด: อันนี้ ขาดไม่ได้เลย เพราะแดดบ้านเราแรงมาก ไม่ว่าจะอยู่ฤดูไหนก็ตาม ยิ่งสาวๆที่ทำงานอยู่หน้าคอมด้วยแล้ว วันหยุดทั้งที อย่าลืมรักษา และถนุถนอมสายตาของเราด้วยการ สวมแว่นกันแดดบ้างนะคะ เมื่อออกจากบ้าน
4.ร่ม: ไม่ว่าจะฤดูไหนก็ตาม เราก็พึ่งพาร่มได้ทั้งนั้นนะคะ ทั้งกันแดด กันฝน พกไว้ไม่เสียหายค่ะ
5.เครื่องสำอาง: เติมแป้งนิด เติมลิปหน่อย สร้างความมั่นใจให้สาวๆ อย่างคุณๆ ผู้หญิงยุคนี้ต้องพร้อมเสมอนะคะ ไม่ว่าอยู่ในสถานการณ์ใด พก ลิปสติก, แป้งพัฟ, หวี, กระดาษทิชชู่ไว้ เผื่อวันไหน งานเข้า!! จะได้เตรียมพร้อมทันนะคะ
6.รองเท้า: ออกจากบ้าน ไม่สวมรองเท้า ก็เหมือนไม่ได้ใส่เสื้อผ้านะคะ รองเท้านอกจากจะช่วยป้องกันเราจากพื้นผิว หรือความสกปรกตามทางเดินแล้ว ยังเพิ่มความมั่นใจให้สาวๆ ด้วยค่ะ
7. มือถือ: อวัยวะที่ 33 ของมนุษย์เข้าไปแล้ว ไปที่ไหน ลืมพกมือถือไปด้วยจะรู้สึกใจหายวาบเลยเนอะ
8.MP3/IPOD: คู่หูสำหรับคอเพลง ไปที่ไหนพกไปด้วยเสมอ
9.เดรส /เสื้อผ้า น่ารักๆ: ช่วงนี้ เทรนด์ดอกกำลังมาแรงนะคะ มีเดรสน่ารักๆ เป็นลายดอกไม้เก๋ๆไว้ เพิ่มความหวานให้ตัวเองค่ะ
10.กุญแจห้อง/กุญแจรถ: จะออกจากบ้าน หรือไปที่ไหนๆ จะไม่สนุกเลยถ้าลืมเอากุญแจบ้านไปด้วยนะคะ
อ่านกันจบแล้วใช่มั้ยครับ เห็นมั้ยครับว่า ว่าผู้หญิงเนี่ย เรื่องราว ข้าวของเยอะมากๆเลยนะครับ
ไปเจอ คอลัมนึงครับ มันเป็นอะไรที่น่าทึ่งมาก ไม่คิดว่าพวกสาวๆจะมีของเยอะแยะมากมายขนาดนี้
เลยเอามาฝากไว้ให้กับสาวๆ นะครับ

What’s women want !!
สวัสดีค่ะ มาสืบกันดีกว่า ว่า ผู้หญิงยุคนี้ เค้าพกอะไรติดตัวกันบ้าง
10 Things you can live with out
1.นาฬิกา: ยุคนี้ สมัยนี้ จะทำอะไรก็ดูเร่งรีบไปหมด ถ้าไม่มีนาฬิกา มาช่วยชี้วัดเวลา เห็นที คงจะต้องไปสายแน่ๆ ใช่ไหมคะ
2.กระเป๋าสะพาย: ตอนนี้ กระเป๋าใบใหญ่กำลังมาแรงนะคะ เพราะผู้หญิงสมัยนี้ ชอบความสะดวกค่ะ ส่วนมากจะรู้สึกหงุดหงิด เมื่อหาอะไรไม่เจอ หรือลืมสิ่งของบางอย่าง ว่าแล้วก็ยัดทุกอย่างใส่ไว้ในกระเป๋าใบโตไปแล้ว แต่ต้องระวังนะคะ เพราะถ้าเราสะพายกระเป๋าใบใหญ่ๆมากเกินไป จะทำให้เกิดปัญหากับกระดูกบริเวณช่วงไหล่และหลังของเราได้เมื่ออายุมากขึ้นค่ะ
3.แว่นกันแดด: อันนี้ ขาดไม่ได้เลย เพราะแดดบ้านเราแรงมาก ไม่ว่าจะอยู่ฤดูไหนก็ตาม ยิ่งสาวๆที่ทำงานอยู่หน้าคอมด้วยแล้ว วันหยุดทั้งที อย่าลืมรักษา และถนุถนอมสายตาของเราด้วยการ สวมแว่นกันแดดบ้างนะคะ เมื่อออกจากบ้าน
4.ร่ม: ไม่ว่าจะฤดูไหนก็ตาม เราก็พึ่งพาร่มได้ทั้งนั้นนะคะ ทั้งกันแดด กันฝน พกไว้ไม่เสียหายค่ะ
5.เครื่องสำอาง: เติมแป้งนิด เติมลิปหน่อย สร้างความมั่นใจให้สาวๆ อย่างคุณๆ ผู้หญิงยุคนี้ต้องพร้อมเสมอนะคะ ไม่ว่าอยู่ในสถานการณ์ใด พก ลิปสติก, แป้งพัฟ, หวี, กระดาษทิชชู่ไว้ เผื่อวันไหน งานเข้า!! จะได้เตรียมพร้อมทันนะคะ
6.รองเท้า: ออกจากบ้าน ไม่สวมรองเท้า ก็เหมือนไม่ได้ใส่เสื้อผ้านะคะ รองเท้านอกจากจะช่วยป้องกันเราจากพื้นผิว หรือความสกปรกตามทางเดินแล้ว ยังเพิ่มความมั่นใจให้สาวๆ ด้วยค่ะ
7. มือถือ: อวัยวะที่ 33 ของมนุษย์เข้าไปแล้ว ไปที่ไหน ลืมพกมือถือไปด้วยจะรู้สึกใจหายวาบเลยเนอะ
8.MP3/IPOD: คู่หูสำหรับคอเพลง ไปที่ไหนพกไปด้วยเสมอ
9.เดรส /เสื้อผ้า น่ารักๆ: ช่วงนี้ เทรนด์ดอกกำลังมาแรงนะคะ มีเดรสน่ารักๆ เป็นลายดอกไม้เก๋ๆไว้ เพิ่มความหวานให้ตัวเองค่ะ
10.กุญแจห้อง/กุญแจรถ: จะออกจากบ้าน หรือไปที่ไหนๆ จะไม่สนุกเลยถ้าลืมเอากุญแจบ้านไปด้วยนะคะ
อ่านกันจบแล้วใช่มั้ยครับ เห็นมั้ยครับว่า ว่าผู้หญิงเนี่ย เรื่องราว ข้าวของเยอะมากๆเลยนะครับ
วันอังคารที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2552
พลังบำบัดแห่งว่านหางจระเข้ คุณประโยชน์ที่หลายๆคนมักมองข้าม
สวัสดีครับ เพื่อนๆ เป็นไงกันบ้างครับ วันนี้ใครรู้สึกอะไรแปลกๆมั้ยครับ กับ วันที่ 9 เดือน 9 ปี 2009
สำหรับผม วันรู้สึกตื่นขึ้นมาแบบกระปี้กระเปร่า เพราะเมื่อคืนได้นอนอย่างเต็มอิ่ม
ตื่นเช้า มาทำงานเช้าๆนี่ก็ดีเหมือนกันนะครับ ได้ทำอะไรต่อมิอะไรเยอะขึ้น
อย่าง ตอนเช้า ก็มาก่อนเวลางาน เลยมีเวลาไปดูเรื่องราวต่างๆที่อยู่ในโลกออนไลน์ ไปเจอบทความหนึ่งครับ เค้าให้ความรู้เกี่ยวกับสิ่งที่อยู่ไกล้ตัวเราแต่เราชอบมักมองข้ามถึง ประโยชน์มัน ผมเลยจะขอยกตัวอย่าง หนึ่งในบทความนั้น คือเรื่องว่านหางจระเข้ ที่ใครๆมักมองข้าม แต่พวกเพื่อนๆ รู้กันรึเปล่าครับ ว่าว่านหางจระเข้นั้นมีประโยชน์มากแค่ใหน
ลองอ่านดูนะครับ เพื่อประโยชน์ที่เพื่อนๆจะได้รับ
พลังบำบัดแห่งว่านหางจระเข้ (Healthplus)
นี่ คือพืชอัศจรรย์ที่มีสรรพคุณในการรักษาบาดแผล ปวดท้องอาหารไม่ย่อย และล้างพิษ ปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของว่านหางจระเข้มากมายวางขายตาม ท้องตลาด ว่าแล้วเรามาทำความรู้จักกับพืชชนิดนี้กันดีกว่า
ว่าน หางจระเข้เป็นพืชที่มีสรรพคุณในการบำบัด ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีชนิดหนึ่ง ถูกยุงกัดก็ใช้เจลว่านหางจระเข้ทาบริเวณที่ถูกกัด ปวดท้องอาหารไม่ย่อย ดื่มน้ำว่านหางจระเข้ช่วยบรรเทาอาการปวดกระเพาะ"เรา พบว่าว่านหางจระเข้มีสรรพคุณในการรักษาโรคมากมาย ด้วยเหตุที่ว่านหางจระเข้ถูกใช้เป็นส่วนผสมในยาสีฟันไปจนถึงกระดาษชำระ จึงทำให้หลายคนสับสน" เพนนี ไวเนอร์ประธานสมาคมผู้ผลิตอาหารเพื่อสุขภาพ (Health Food Manufacturers Associaton-HFMA) กล่าว "เรา ได้กำหนดมาตรฐานของว่านหางจระเข้ที่ใช้ในแวดวงอุตสาหกรรมเป็นครั้งแรกใน ประเทศอังกฤษ วัตถุประสงค์เพื่อให้ผู้บริโภครู้จักวิธีเลือกซื้อผลิตภัณฑ์คุณภาพ"
ว่าน หางจระเข้เป็นต้นพืชที่มีเนื้ออิ่มอวบ มีแหล่งกำเนิดดั้งเดิมอยู่บริเวณชายฝั่งทะเลเมดิเตอร์เรเนียนและบริเวณตอน ใต้ของทวีปแอฟริกา พันธุ์ของว่านหางจระเข้มีมากมายกว่า 300 ชนิด ซึ่งมีทั้งพันธุ์ที่มีขนาดใหญ่มากจนไปถึงพันธุ์ที่มีขนาดเล็กแค่ 10 เซนติเมตร ลักษณะพิเศษของว่านหางจระเข้คือ มีใบแหลมคล้ายกับเข็ม เนื้อหนา และเนื้อในมีน้ำเมือกเหนียว ว่านหางจระเข้ผลิดอกในช่วงฤดูหนาว ดอกจะมีสีต่างๆ กัน เช่น เหลือง ขาว และแดง ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับพันธุ์
ต้น ว่านหางจระเข้ที่จะนำมาใช้ ควรเป็นต้นที่ปลูกนานหนึ่งปีขึ้นไป อย่างไรก็ตาม ต้นเล็กๆ ก็มีสรรพคุณในการรักษาเช่นกัน แต่สรรพคุณของมันจะมีมากขึ้นตามอายุปกติควรใช้ใบล่างสุด เพราะเป็นใบที่แก่และใหญ่กว่าใบอื่น ดังนั้นจึงมีเมือกมากและมีคุณค่าทางยามากกว่า เมื่อเราปอกเปลือกว่านหางจระเข้จนหมด จะเหลือส่วนที่เป็นเนื้อใสๆ ที่เรียกว่าวุ้น และเมื่อขูดวุ้นนี้ออกจะมีน้ำไหลออกมาเรียกว่า เมือก
ก่อน นำใบว่านหางจระเข้มาใช้ ต้องล้างให้สะอาดเสียก่อน ใบว่านที่นำมาใช้ ยิ่งสดจากต้นเท่าไหร่ยิ่งดี ทั้งนี้เพราะใบที่ถูกตัดจากต้นแล้วสรรพคุณจะลดลงเรื่อยๆ วิธีประหยัดต้นว่านหางจระเข้และทำให้มีสรรพคุณดีที่สุด คือตัดใบเอามาใช้เท่าที่จำเป็นและพอใช้ในหนึ่งวัน วันรุ่งขึ้นหากต้องการใช้ ก็ไปตัดจากต้นมาใหม่ หากต้องการใช้เพียงเล็กน้อย แต่ตัดเอามาใช้ทั้งใบ ส่วนที่เหลือเก็บไว้ วิธีนี้จะทำให้สิ้นเปลืองและใบว่านหางจระเข้จะมีสรรพคุณลดลง ควรตัดใบออกมาเพียงบางส่วนก็พอ เพราะวุ้นจากว่านหางจระเข้ที่แม้จะนำไปแช่ตู้เย็น ก็ยังทำให้เสื่อมสรรพคุณเร็วเช่นกัน
คุณสมบัติ จากเจลว่านหางจระเข้ สกัดเอาเฉพาะสารที่มีประโยชน์จากธรรมชาติมาเป็นส่วนผสม เพื่อช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงของเหงือกได้อย่างเห็นผล
คุณประโยชน์ของยาสีฟันผสมว่านหางจระเข้
1. ระงับกลิ่นปาก ขจัดคราบหินปูน ป้องกันฟันผุ
2. ทำความสะอาดฟันได้ทุกซอกทุกมุม
3. ช่วยให้ฟันแข็งแรง ขาวสะอาด
4. ป้องกันการอักเสบของเหงือกและฟัน
5. ช่วยป้องกันโรคเกี่ยวกับเหงือกและฟัน
6. มีส่วนผสมของรสมิ้นท์ ทำให้กลิ่นปากและลมหายใจขหอมสดชื่น
7. ป้องกันฟันผุ และโรคต่าง ๆ เกี่ยวกับช่องปาก
8. รักษาแผลพุพองในช่องปาก
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)
